เลสเตอร์ จิ้กจอกสยาม

โดยปกติฟุตบอล “ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก” เป็นรายการใหญ่ที่หลายทีมยักษ์ในยุโรปหมายปอง บางทีอาจจะมากกว่าแชมป์ลีกในประเทศของตัวเองด้วยซ้ำ เพราะเงินรางวัลที่มหาศาล มากกว่าลีกส่วนใหญ่ (ยกเว้นพรีเมียร์ลีก อังกฤษ) ถ้าเกิดรวมเงินทุกอย่างตั้งแต่ค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด เงินอุดหนุนจากทางยูฟ่าในแต่ละนัด หรือเงินรางวัลต่างหากในแต่ละรอบ ที่สำคัญไม่ใช่ทุกทีมที่สามารถเล่นในฟุตบอลบิ๊กเอียร์ของยุโรปได้ ต้องได้อันดับต้นๆในลีกของตัวเอง อย่างน้อยก็ติด 1 ใน 4 อันดับแรกสำหรับลีกใหญ่ หรือ “กัลโช่ เซเรียอา อิตาลี” ที่เหลือโควต้า 3 ที่

อย่างที่ทราบกันดีว่าขุนพลจิ้งจอกสยาม “เลสเตอร์ ซิตี้” สามารถเขียนนิยายสร้างปรากฎการณ์ที่อีก 100 ปีข้างหน้าจะเกิดขึ้นได้อีกไหมในการคว้าแชมป์ “พรีเมียร์ลีก” ทำให้ได้เล่นฟุตบอล “แชมเปี้ยนลีก” ในฤดูกาลนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรนับตั้งแต่ก่อตั้งทีมมาตั้งแต่ปี 1884หรือ 132 ปี ภายใต้การนำของ “เคลาดิโอ รานิเอรี่” และลูกทีม ก่อนหน้านี้หลายคนมองว่า “เลสเตอร์” มาก็คง “จอดป้าย” แค่รอบแบ่งกลุ่มที่ได้เข้ามาแบบอัตโนมัติเนี่ยแหละ เพราะภายในทีมไม่ได้อุดมไปด้วยซุปเปอร์สตาร์เหมือนทีมใหญ่ทั้งหลาย บวกกับประสบการณ์ของนักเตะภายในทีมกับฟุตบอลรายการนี้ก็ไม่เคยมีซึ่งบรรยากาศและการเล่นกับคู่แข่งในฟุตบอลรายการนี้ต่างจากเกมลีกที่ทีมคุ้นเคยดี ผ่านมา 2 นัด ต้องยอมรับว่า ขุนพลจิ้งจอกสยามมาดีเกินคาด นัดแรกสามารถบุกไปปราบ “คลับ บรูจ์” ถึงเบลเยียม 3-0 และ นัดล่าสุดเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมมาก็เปิดบ้านเอาชนะทีมเก่งรอบจัดในฟุตบอลรายการนี้อย่าง “ปอร์โต้” 1-0

สิ่งที่น่าจะทำให้ “เลสเตอร์” ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมน่าจะมาจากหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นสปิริตและความมุ่งมั่นของทีมชุดนี้ที่ไม่ต่างจากปีที่แล้ว การที่ทีมแทบไม่เสียนักเตะออกไปเลยเมื่อช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา แนวรุกอันยอดเยี่ยมของ “เจมี่ วาร์ดี้” “ริยาร์ด มาร์เรซ” และ “อิสลาม ซุลิมานี่” ที่ซื้อมาใหม่ แถม 2 รายหลังยังเป็น “แอลจิเรี่ยน คอนเนคชั่น” มาจากชาติเดียวกันอีกด้วย ขณะที่เกมรับก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ตัวผู้เล่นยังเป็นหน้าเดิม ไม่ว่าจะ “เวส มอร์แกน” “โรเบิร์ต ฮูธ” หรือ “เวส มอร์แกน” รวมทั้งตัวรับอย่างเด็กดื่มน้ำ “แดนนี่ ดริงค์วอลเตอร์” ขณะที่ตัวใหม่อย่าง “หลุยส์ เออร์นานเดซ” กับ “แดนนี่ อมาเทย์” ก็ช่วยแบ่งเบาภาระในเกมรับของทีมได้พอสมควร

ที่สำคัญปัจจัยที่จะทำให้ทีมประสบความสำเร็จในฟุตบอลรายการนี้ คือ การเล่นไม่แบบกดดันตัวเองเพราะไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องเป็นแชมป์หรือเข้าถึงรอบลึกๆ ไม่ต่างจากปีที่แล้วที่ไม่มีใครมาตั้งความหวังว่าทีมจะต้องคว้าแชมป์ลีกหรือได้โควต้าไปเล่นฟุตบอล “แชมเปี้ยนลีก” อย่างแน่นอน อีกทั้งตัวกุนซือ “เคลาดิโอ รานิเอรี่” ที่อาจจะไม่เคยประสบความสำเร็จเลยในการคุมทีมใหญ่เลย แต่ต้องอย่าลืมว่าประสบการณ์ ความเก๋าในเกมฟุตบอลยุโรปมีมากไม่แพ้กุนซือบิ๊กเนมหลายคนเลยด้วยซ้ำ ดังนั้น มร.ทิงเกอร์แมน รู้ว่าความจะต้องระมัดระวังจุดไหนและความแตกต่างระหว่างเกมในอังกฤษกับเกมฟุตบอลยุโรป

บางทีปีนี้การป้องกันแชมป์ลีก คงเป็นแค่เทพนิยายที่ไกลเกินเอื้อมสำหรับขุนพลจิ้งจอกสยาม แต่จะมีความสำคัญอะไรเพราะทีมก็เคยได้แชมป์ลีกมาแล้วเมื่อปีที่แล้ว สู้มาทำผลงานในเกมยุโรปให้ดีจะดีกว่าและประคองเกมลีกไป ไม่แน่ปีนี้เราอาจจะได้เห็น “เลสเตอร์ ซิตี้” สร้างเรื่องมหัศจรรย์อีกครั้งก็เป็นได้ แค่ไม่ใช่ในลีกแต่เป็นฟุตบอลแชมเปี้ยนลีกที่ปัจจุบันเป็นเป้าหมายที่ใหญ่กว่าสำคัญกว่าของหลายๆทีมใหญ่ครับ